ผู้เขียน หัวข้อ: "สิงห์"ขย้ำ"ช้าง"ยึด65%ตลาดเบียร์ ไทยเบฟดิ้นแก้เกมส่งแบรนด์ใหม่สู้  (อ่าน 1986 ครั้ง)

noojook

  • NooJook @ StopDrink
  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 125
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 05 ตุลาคม พ.ศ. 2554 เวลา 09:00:42 น.

เปิดตัวเลขมาร์เก็ตแชร์ตลาดเบียร์ล่าสุด ค่ายบุญรอดฯทิ้งห่างไทยเบฟฯมากกว่าเท่าตัว "สิงห์" ประกาศใส่เกียร์ 5 เดินหน้าเต็มพิกัด มั่นใจสิ้นปีตัวเลขทะลุเป้าแตะ 65% "ไทยเบฟฯ" ฝุ่นตลบเร่งจัดทัพ ครวญปมเศรษฐกิจ-กม.เข้ม ทำตลาดยาก พร้อมส่งเบียร์น้องใหม่ลงตลาดแก้เกม


แหล่งข่าวจากกรมสรรพสามิต เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา (มกราคม-กรกฎาคม) แม้ว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อจะไม่ดีนัก แต่ตลาดเบียร์โดยรวมก็ยังมีอัตราการเติบโตที่ดี โดยในแง่ของปริมาณน้ำเบียร์เสียภาษีสรรพสามิต โดยบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เจ้าของเบียร์สิงห์และลีโอ มีปริมาณน้ำเบียร์ที่เสียภาษีทั้งสิ้นประมาณ 720,881,610 ล้านลิตร รองลงมาเป็นบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือเบียร์ช้าง อาชา และเฟดเดอร์บรอย รวม 325,802,920 ล้านลิตร บริษัท ไทยเอเชีย แปซิฟิค บริวเวอรี่ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเบียร์ไฮเนเก้น ไทเกอร์ และเชียร์ รวม 42,147,670 ล้านลิตร และบริษัท ซานมิเกล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเบียร์ซานมิเกล 4,601,790 ล้านลิตร

สำหรับในแง่มาร์เก็ตแชร์ ค่ายบุญรอดฯเป็นผู้นำตลาดด้วยตัวเลขประมาณ 65.9% รองลงมาไทยเบฟฯ 28.9% ไทยเอเชีย แปซิฟิค 3.9% และซานมิเกล 0.4% จากมูลค่าตลาดรวมปัจจุบันราว 130,000-150,000 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลจากการที่เบียร์ช้างเปิดเกมรุกอย่างหนักด้วยกลยุทธ์ขายพ่วง เมื่อช่วงปี 2541 ทำให้เบียร์สิงห์เสียมาร์เก็ตแชร์อย่างต่อเนื่อง จากที่เคยครองตลาดอยู่มากกว่า 80% ลดลงเหลือเพียง 24-25% เมื่อช่วงปี 2548 ขณะที่เบียร์ช้างมีมาร์เก็ตแชร์ประมาณ 69-70% แต่จากที่บุญรอดฯตั้งตัวได้ และมีเบียร์ลีโอออกมาแก้เกม มาร์เก็ตแชร์ก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น และชนะเบียร์ช้างเมื่อปี 2549 และเริ่มทิ้งห่างเบียร์ช้างมากขึ้น

นายฉัตรชัย วิรัตน์โยสินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด กล่าวในเรื่องนี้ ว่า มาร์เก็ตแชร์ของบุญรอดฯเพิ่มขึ้นหลัก ๆ เป็นการแย่งมาจากค่ายไทยเบฟฯโดยตรง จากเมื่อช่วงต้นปี บุญรอดฯมีมาร์เก็ตแชร์ประมาณ 61-62% ซึ่งนายสันติ ภิรมย์ภักดี (กรรมการผู้จัดการใหญ่) ตั้งเป้าว่า บริษัทจะต้องมีมาร์เก็ตแชร์ไม่ให้ต่ำกว่า 60% และทีมงานวางเบนช์มาร์กไว้ที่ 62% และปีนี้มั่นใจว่าเมื่อถึงสิ้นปีมาร์เก็ตแชร์จะอยู่ที่ระดับ 65% จากเป้าที่ตั้งไว้ 63%

ปัจจัยหลัก ๆ นอกจากเรื่องของระบบโลจิสติกส์ที่การกระจายสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว และปัจจุบันยังลงลึกไปถึงระบบของยี่ปั๊วซาปั๊ว ที่บริษัทช่วยเข้าไปสนับสนุนทั้งระบบคอมพิวเตอร์ คลังสินค้า การบริหารการจัดการ ฯลฯ

"ตอนนี้แม้ว่าบริษัทจะมีมาร์เก็ตแชร์มากกว่าคู่แข่งมากกว่า 1 เท่าตัว แต่เราก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และยังคงเดินหน้าเต็มที่ในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบุคลากร การสร้างความแข็งแกร่งให้ยี่ปั๊วซาปั๊ว กิจกรรม มาร์เก็ตติ้ง ฯลฯ รวมทั้งการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น"

นายฉัตรชัยกล่าวว่า นอกจากตลาดในประเทศที่ตั้งเป้าจะเพิ่มมาร์เก็ตแชร์ให้มากขึ้นแล้ว บริษัทมีนโยบายจะสร้างการเติบโตจากตลาดต่างประเทศให้มากขึ้น โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ คณะกรรมการบริหารบริษัท (บอร์ด) มีนโยบายให้ความสำคัญกับตลาดในกลุ่มประเทศ อินโดไชน่ามากขึ้น หลังจากที่ได้เริ่มทำตลาดกับประเทศเหล่านี้มาระยะหนึ่งแล้ว ขณะเดียวกันก็ให้น้ำหนักกับประเทศเกิดใหม่อีกหลาย ๆ ตลาด และโฟกัสเป็นแอเรีย ๆ ไป

พร้อมกันนี้ นายฉัตรชัยยังยกตัวอย่างกรณีของการทำตลาดในกัมพูชาว่า ตอนนี้ทีมงานที่ดูแล มีงบฯการตลาด มีงบฯโฆษณาอย่างชัดเจน และปีหน้าจะมีความเป็นระบบที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้นไปอีก ซึ่งเป็นการนำโมเดลจากเมืองไทยไปประยุกต์ใช้

จากการตรวจผลการดำเนินงาน ของบริษัทไทยเบฟฯที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ย้อนหลังไป 2-3 ปี พบว่า ตัวเลขรายได้ของกลุ่มเบียร์ของไทยเบฟฯมีทิศทางลดลง โดยปี 2551 มียอดขายประมาณ 38,458 ล้านบาท หรือลดลงจากปีก่อนหน้านี้ประมาณ 19% ปี 2552 มียอดขาย 30,196 ล้านบาท หรือลดลง 21.5% ส่วนปี 2553 ตัวเลขยอดขายดีดกลับขึ้นไป 11% หรือประมาณ 33,729 ล้านบาท ส่วนครึ่งปีแรกปี 2554 ยอดขายรวมอยู่ที่ 15,735 ล้านบาท หรือลดลง 8.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2553

ขณะที่แหล่งข่าวจากบริษัทไทยเบฟฯ กล่าวในเรื่องนี้ว่า ปัจจัยทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ไม่ดีนัก บวกกับข้อจำกัดการจัดกิจกรรมทางการตลาดตามกฎหมายซึ่งเข้มงวด ทำให้การขยายฐานกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ทำได้ยาก ประกอบกับที่ผ่านมาบริษัทได้มีการปรับเปลี่ยนทีมงานในการดูแลรับผิดชอบ และล่าสุดก็อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างการบริหารเพื่อผลักดันคนรุ่นใหม่เข้ามาดูแลแทนผู้บริหารเดิมที่มีอายุมากขึ้น และได้รับการโปรโมตให้ขึ้นไปรับผิดชอบงานที่ใหญ่ขึ้น อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาบริษัทก็เพิ่มน้ำหนักในการทำตลาดต่างประเทศ เพิ่มขึ้น อาทิ สหรัฐ ยุโรป ยุโรปตะวันออก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดรายงานข่าวจากกรมสรรพสามิต แจ้งว่า เมื่อ เร็ว ๆ นี้ไทยเบฟฯได้ยื่นขอใบอนุญาตในการผลิตเบียร์ตัวใหม่เข้ามาให้กรมพิจารณา และคาดว่าน่าจะเป็นการเตรียมตัวเพื่อส่งเบียร์ตัวใหม่เข้ามาเสริมพอร์ตโฟลิโอที่มีอยู่เดิม หรือเป็นไปได้ว่าอาจมีการเปิดเซ็กเมนต์ใหม่





http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1317780096&grpid=00&catid=&subcatid